แยกขยะอันตรายด้วยมือเปล่าที่ "บ้านโคกสะอาด"

แยกขยะอันตรายด้วยมือเปล่าที่ "บ้านโคกสะอาด"

 
แม้การคัดแยกขยะจะถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรีไซเคิลสิ่งของเหลือใช้ เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด แต่หากดำเนินไปด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ก็จะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
    
เช่นเดียวกับ ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ที่คึกคักไปด้วยกิจการรับซื้อของเก่าขนาดเล็กๆ เพื่อนำมาคัดแยกชิ้นส่วนที่มีค่าและนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง 
    
แต่ละเดือนจะมีของเก่าถูกนำเข้ามาทำการคัดแยกในหมู่บ้านสูงถึงประมาณ 760 ตัน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และจะเหลือเศษวัสดุที่ไม่สามารถนำไปขายต่อได้ ซึ่งเป็นภาระที่ต้องกำจัดประมาณ 20 ตัน
    
ทั้งการรื้อคัดแยกชิ้นส่วนของเก่าด้วยมือเปล่า อาศัยเพียงเครื่องมือที่มีอยู่จำพวกไขควง มีด และค้อน รวมถึงการเผาเพื่อทำลายเศษสิ่งของที่เหลือจากการคัดแยกในพื้นที่โล่ง ล้วนเป็นกระบวนการที่ก่อมลภาวะรบกวนเพื่อนบ้าน รวมทั้งเป็นการปล่อยสารพิษเข้าไปสะสมในสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้ดำเนินการเองก็ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยเช่นกัน
    
ความสุ่มเสี่ยงต่อมลพิษของชาวบ้านโคกสะอาดแห่งนี้ จึงถูกยกระดับขึ้นสู่เวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2552 เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ว่าด้วยการลดความเสี่ยงของชุมชนจากการกำจัดขยะอันตราย

กรณี: การแยกขยะอันตรายด้วยมือเปล่าที่บ้านโคกสะอาด จ.กาฬสินธุ์

สถานที่: ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์

ความเสียหาย: ควันและกลิ่นเหม็นจากการเผาเศษของเก่าที่หลุมขยะของ อบต.โคกสะอาด สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวบ้านใน ต.หนองตอกแป้น ซึ่งอยู่ทิศใต้ลม จนมีชาวบ้านร้องเรียนหลายครั้ง
    
ส่วนความเสียหายจากการเทเศษของเหลวในขั้นตอนการคัดแยกของเก่า เช่น น้ำกรด น้ำมันเครื่อง ลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เช่นเดียวกับมลพิษในอากาศจากกระบวนการเผาชิ้นส่วนเพื่อแยกเอาวัสดุมีค่า เช่น เผายางรถยนต์เพื่อเอาเส้นลวด 

เหตุการณ์: แม้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ อบต.โคกสะอาด ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย 
แต่ความสำเร็จที่สร้างรายได้อย่างงอกงามของคนในหมู่บ้านที่หันไปประกอบอาชีพ “ค้าของเก่า” ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงและจุดประกายให้ชาวบ้านรายอื่นๆ นำเป็นต้นแบบและก้าวเดินตาม
    
อาชีพค้าของเก่าของคนในหมู่บ้านโคกสะอาดจึงเฟื่องฟูจะคึกคักนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ซึ่งผลการสำรวจของมูลนิธิบูรณะนิเวศช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2551 พบว่ามีจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นถึง 228 ราย 

ปริมาณของเก่าที่รับซื้อมาก็เพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 767 ตันต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ รองลงมาคือเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 
ชนิดของเก่าก็หลากหลายมากขึ้น อาณาเขตการออกเดินทางไปรับซื้อของเก่าก็กว้างขวางมากขึ้น จากเดิมรับซื้อของเก่าในพื้นที่ใกล้เคียงก็ขยายออกไปตระเวนรับซื้อของเก่าจากทั่วประเทศ
    
แน่นอนว่าแม้ของเก่าที่รับซื้อมาจะถูกนำมาคัดแยกชิ้นส่วนและนำไปขายต่อได้ แต่ก็ยังมีเศษชิ้นส่วนที่เหลือและไม่สามารถขายได้ และต้องเป็นภาระในการกำจัดอีกประมาณ 20 ตันต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นเศษพลาสติก รองลงมาคือหน้าจอโทรทัศน์ และโฟมจากตู้เย็น 
    
เดิมทีเดียวนั้น ชาวบ้านกำจัดเศษชิ้นส่วนของเก่าที่เหลือจากการขาย โดยใช้วิธีการเผาตามที่โล่งหรือที่รกร้างทั่วไป ต่อมา อบต.โคกสะอาด ได้จัดพื้นที่สำหรับใช้เป็นหลุมทิ้งขยะขึ้น ชาวบ้านจึงนำเศษชิ้นส่วนเหล่านี้มาเผาในหลุมขยะนี้แทน
    
ส่วนกระบวนการคัดแยกของเก่าที่รับซื้อมา ชาวบ้านจะดำเนินการในบริเวณบ้านพักของตนเองด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น ไขควง มีด และค้อน ทำให้การคัดแยกวัสดุจากของเก่าที่มีสารอันตรายรวมอยู่ด้วยนั้นจึงไม่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยเพียงพอ 

เช่น โทรทัศน์ ชาวบ้านต้องการเอาเหล็กและโลหะมีค่าไปขาย ส่วนจอภาพที่มีสารตะกั่วประกอบอยู่ด้วยก็จะถูกทุบทิ้ง ขณะที่สายไฟก็จะถูกแยกเอาส่วนที่เป็นทองแดงออกมา เช่นเดียวกับการแยกเอาน๊อต ตะปู ออกจากส่วนที่เป็นพลาสติก เศษที่เหลือก็ถูกนำมากองรวมกันและเผา
    
ยิ่งนานวัน กิจการค้าของเก่าของชาวบ้านโคกสะอาดก็ยิ่งเฟื่องฟู ขณะเดียวกันการคัดแยกของเก่าที่ไม่ถูกวิธีก็กลายเป็นเรื่องน่าวิตกกังวล ทั้งปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษลงสู่ดิน น้ำ และอากาศ รวมทั้งอันตรายต่อสุขภาพของผู้คัดแยกวัสดุและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง 
    
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคัดแยกของเก่าที่มีสารอันตราย โดยเฉพาะโลหะหนัก อาทิ โบรมีน...ซึ่งอยู่ในกล่องสายไฟและแผงวงจร เป็นสารก่อมะเร็ง ตะกั่ว...ซึ่งอยู่ในลวดบัดกรี และแบตเตอรี่ จะทำลายระบบประสาท ระบบเลือด รวมถึงระบบพัฒนาการของสมอง แคดเมียม...ซึ่งอยู่ในชิ้นส่วนพวกวัสดุกึ่งตัวนำ ทำให้ไตวายและเป็นโรคอิไตอิไต ปรอท...ซึ่งอยู่ในหลอดฟลูออเรสเซนต์และสวิตช์ต่างๆ จะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง 
    
มูลนิธิเอเชีย (ประเทศไทย) จึงให้การสนับสนุนแก่กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม (มูลนิธิบูรณะนิเวศ) ร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อบต.โคกสะอาด ดำเนินโครงการศึกษาผลกระทบและแนวทางจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วม : นโยบายสู่ชุมชน จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการดำเนินการ 3 ส่วนคือ

    1.ให้จัดทำแผนแม่บทชุมชน เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและขยะมูลฝอย เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะในพื้นที่ อบต.โคกสะอาด เป็นวาระของ อบต.ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

    2.ให้จัดทำแผนควบคุมการค้าของเก่าที่มีอันตราย เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งจะต้องทำกระบวนการจัดทำแผนร่วมกับผู้ประกอบการค้าขายของเก่า

    3.ในส่วนของมาตรการที่อยู่ในอำนาจของ อบต. และ สภา อบต. เช่น การจัดทำรั้วรอบบ่อทิ้งขยะ หรือการห้ามบุคคลนำขยะมูลฝอยจากนอกตำบลโคกสะอาดเข้ามาทิ้งในบ่อขยะ ให้เป็นหน้าที่ของ อบต.และสภา อบต. พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมได้ทันที

    อย่างไรก็ตาม กรณีการคัดแยกขยะอันตรายด้วยมือเปล่าของชาวบ้านโคกสะอาด ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ก็ถูกหยิบยกขึ้นเป็นกรณีศึกษาด้านการกำจัดขยะอันตรายจากชุมชน ในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550
    
(ข้อมูล ณ พ.ศ. 2554)

เอกสาร : รายงานการศึกษาเชิงปฏิบัติการเบื้องต้นเพื่อศึกษาผลกระทบและแสวงหาแนวทางการจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วม กรณีตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างธรรมรัฐท้องถิ่น, มูลนิธิเอเชีย (ประเทศไทย), นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง นางสาวสุกรานต์ โรจนไพรวงศ์ นางสาววลัยพร มุขสุวรรณ นางสาวสุภาวดี ประทุมชาต คณะนักวิจัย, มิถุนายน 2552

      : 4 นโยบายระบบสุขภาพชุมชน ข้อเสนอจากเวทีสมัชชาสุขภาพ, อมราวดี อ่องลา, 26 ธันวาคม 2552

      : “ชาวกาฬสินธุ์เสี่ยงตายสูง เผามือเปล่า แยกสายไฟ, นสพ.คมชัดลึก, 20 ธันวาคม 2552