แหล่งก๊าซภูฮ่อม จ.อุดรธานี

แหล่งก๊าซภูฮ่อม จ.อุดรธานี

(1)
แหล่งก๊าซภูฮ่อม จ.อุดรธานี
    ไม่เพียงแต่ชาวบ้าน ต.ทับกุง และ ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี เท่านั้นที่ไม่เคยรู้ว่ามีการขุดเจาะและพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ชื่อว่า “แหล่งภูฮ่อม” ในพื้นที่ใกล้บ้าน แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ก็ยังออกมายอมรับว่าไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยเช่นกันทั้งๆ ที่เป็นถึงผู้ว่าฯ ซีอีโอ
    การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีศักยภาพในเชิงธุรกิจของบริษัท อเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในปี 2545-2546 และกลายเป็นข่าวโด่งดังทำลายความเงียบขึ้นมาในช่วงต้นปี 2547 เมื่อชาวบ้านร้องเรียนว่า การขุดเจาะทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำ จนชาวบ้านใช้น้ำไม่ได้ แถมยังทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคผิวหนัง และวิงเวียนศีรษะ
    ท่ามกลางการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่เคยชี้ชัดถึงผลกระทบ แต่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหนองแสง ยังคงไม่ย่อท้อ เดินหน้าร้องขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาต่อสาธารณะ
    ขณะที่ผู้รับผิดชอบจากกระทรวงพลังงาน ประสานเสียงกับรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วิเศษ จูภิบาล ยืนยันถึงกระบวนการขุดเจาะก๊าซว่ามีมาตรฐานและไม่เคยเกิดผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งแหล่งก๊าซภูฮ่อมจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคอีสานไม่ให้ไฟฟ้าตกๆ ดับๆ อีกต่อไป
    ทั้งนี้ บริษัท อเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จะส่งก๊าซที่ได้จากแหล่งภูฮ่อมผ่านท่อก๊าซระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตรไปยังโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยได้ว่าจ้างศูนย์สันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอของแนวท่อก๊าซ ซึ่งคาดหมายว่าปลายปี 2548 จะสามารถใช้ก๊าซจากแหล่งภูฮ่อมได้
    
(2)
กรณี : โครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อมและท่อส่งก๊าซฯ จ.อุดรธานี
สถานที่ : ต.ทับกุง และ ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี
ความเสียหาย : การขุดเจาะสำรวจแหล่งก๊าซภูฮ่อมหลุมที่ 3, 4 และ 5 ต้องแผ้วถางพื้นที่ป่ารวม 104.3 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ
    ขณะที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับหลุมขุดเจาะก๊าซได้เจ็บป่วย โดยเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการใช้น้ำจากแหล่งใกล้พื้นที่โครงการ การสัมผัสฝุ่นละออง หรือการสัมผัสกับโคลนบริเวณหลุมเจาะ ส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคผิวหนัง บางรายมีอาการคัน ปวดท้อง เวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอหนองแสงได้เก็บตัวอย่างน้ำจุดต่างๆ เพื่อตรวจสอบ แต่แจ้งผลเบื้องต้นว่า ไม่มีปัญหา
ช่วงเวลา : ปี 2547-2554
เหตุการณ์ : ต้นปี 2547 การจัดเวทีสาธารณะของบริษัท อเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการและเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อสำรวจทัศนะของคนในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ อ.หนองแสง จ.อุดรธานี เริ่มรับรู้ว่ามีโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อมและโครงการต่อเนื่อง
    แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนน้อยมากที่รับรู้ในรายละเอียดของโครงการว่าการนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภูฮ่อมขึ้นมาใช้ประโยชน์นั้นจะต้องมีการแผ้วถางพื้นที่ป่ารวม 104.3 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานเจาะ 25.3 ไร่ และแนววางท่อสำหรับนำก๊าซขึ้นมาใช้ 79 ไร่ โดยจะฝังท่อลึกจากผิวดิน 1.50 เมตร
    วิเศษ จูภิบาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางมาตรวจงานที่แหล่งก๊าซภูฮ่อม พร้อมกับระบุว่า แหล่งก๊าซภูฮ่อมจะเป็นแหล่งพลังงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคอีสาน โดยเฉพาะจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยก๊าซที่ได้จากแหล่งภูฮ่อมจะส่งไปป้อนให้กับโรงไฟฟ้าน้ำพอง เพื่อทดแทนก๊าซจากแหล่งน้ำพองที่ลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าน้ำพองมีกำลังการผลิตถึง 710 เมกะวัตต์
    ทั้งนี้ โครงการพัฒนาก๊าซธรรมชาติภูฮ่อม ครอบคลุมพื้นที่ อ.หนองแสง อ.หนองวัวซอ และ อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี และ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ใช้เงินลงทุนประมาณ 24,000 ล้านบาท
    ธวัช ปทุมวงศ์ ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาค 9 ท้วงติงในเวทีสาธารณะครั้งหนึ่งว่า ยังขาดการมีส่วนร่วมของนักวิชาการท้องถิ่นและเครือข่ายคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งข้อมูลทางวิชาการก็ไม่ได้ระบุชนิดสารเคมีที่ใช้ในการขุดเจาะ พร้อมมาตรการป้องกันการปนเปื้อน ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญเพราะอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำใต้ดินในพื้นที่บริเวณโครงการ ซึ่งจัดเป็นป่าต้นน้ำ 1 เอ
    เดือนกันยายน 2547 ชาวบ้านกลุ่มรักษ์ป่าหนองแสง และประชารัตน์บ้านป่าไม้ ต.หนองกุงศรี อ.โนนสะอาด ร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีพร้อมขอให้ตรวจสอบการปนเปื้อนของสารเคมีที่ไหลออกจากหลุมขุดเจาะก๊าซภูฮ่อม 4 และ 5 จนชาวบ้านและพระสงฆ์มีปัญหาในการใช้น้ำ 
    “โคลน” สารเคมีที่ใช้ในการขุดเจาะ และ “ไมก้า” ที่ใช้อุดรอยแยกของชั้นใต้ดิน คือความหวั่นวิตกของชาวบ้านว่าจะปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้อุปโภคและบริโภค
    15 กันยายน 2547 นายชัยพร รัตนนาคะ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและคณะ 20 คน ซึ่งเป็นข้าราชการและตัวแทนองค์กรปกครองท้องถิ่น เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้สัมภาษณ์หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจครั้งนี้ว่า “ได้ไปตรวจสอบฐานเจาะว่าสารโคลนจะไหลไปทางไหน น้ำฝนจะไหลไปทางไหน เมื่อไปดูและสอบถามกันแล้ว ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเขาทำระบบล้อมไว้ทั้งหมด น้ำโคลนก็มีระบบการเก็บและเอารถดูดออกไปบำบัดที่อื่น ส่วนน้ำฝนก็มีระบบกรอง มีร่องน้ำป้องกันไว้ให้ไหลลงบ่อเก็บกักที่มีอยู่แล้ว และคนงานเจาะสำรวจกว่า 30 คนก็ไม่เห็นมีใครได้รับผลกระทบ คนที่บอกว่าเป็นตุ่ม ก็เป็นมาตั้งแต่เกิด...ส่วนที่ขอให้เปิดเวทีสาธารณะอีกครั้ง ก็เป็นพวกนักอนุรักษ์ทั้งนั้นที่คิด”
    ขณะเดียวกัน บันทึกข้อความของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหนองแสง จ.อุดรธานี ลงวันที่ 27 กันยายน 2547 ระบุถึงผลการเข้าพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในช่วงวันที่ 8-17 กันยายนว่า ในช่วงก่อนหน้าได้เกิดเหตุน้ำในบ่อพักของฐานขุดเจาะก๊าซฯ ที่ 4 ล้นออกนอกพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รายงานเหตุการณ์ต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานแล้ว แต่ไม่ได้รายงานทางอำเภอหนองแสง อย่างไรก็ดี จากการตรวจรอบบริเวณบ่อขุดเจาะที่คาดว่าเป็นบริเวณที่น้ำโคลนและสารเคมีล้นออกมา ไม่พบร่องรอยการปนเปื้อนของสารเคมี ส่วนผลการเข้าพบผู้ป่วยที่มีการแจ้งมา พบว่าส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคผิวหนัง มีอาการคัน บางรายปวดท้อง วิงเวียนศีรษะ และอ่อนเพลียด้วย จากนั้นจึงดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำจุดต่างๆ เพื่อตรวจสอบต่อไป ซึ่งต่อมามีการแจ้งผลเบื้องต้นว่า ไม่มีปัญหา
    ทว่า กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหนองแสง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ยังคงเดินหน้าขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อมอย่างไม่ลดละ โดยยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เมื่อ 27 ธันวาคม 2549 
    16 กุมภาพันธ์ 2550 นายกมล ปิ่นทอง ผอ.สำนักกำกับและบริหารสัญญาสัมปทาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เดินทางมาชี้แจงกับชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหนองแสง โดยชี้แจงว่า บริษัท อเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เฮสส์ ประเทศไทย จำกัด และได้ขุดเจาะก๊าซในพื้นที่ อ.หนองแสงไปแล้ว 5 บ่อ รวมทั้งได้ส่งก๊าซเข้าสู่โรงแยกก๊าซ ส่งป้อนให้โรงไฟฟ้าน้ำพองมาตั้งแต่ปลายปี 2549 และอยู่ระหว่างการขุดเจาะบ่อที่ 6-8 โดยมีเป้าหมายที่คาดว่าจะขุดเจาะทั้งสิ้นประมาณ 15-20 หลุมตลอดอายุสัญญาสัมปทาน ซึ่งใช้ท่อขุดเจาะขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 6-8 นิ้ว
    ทั้งนี้สามารถผลิตก๊าซป้อนเข้าระบบได้แล้วประมาณ 130-135 ลบ.ฟุต/วัน เป็นก๊าซที่ค่อนข้างสะอาด แยกง่ายกว่าก๊าซที่ได้จากอ่าวไทย โดยวางท่อส่งก๊าซขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้วฝังลงไปในดินลึก 1.5-2 เมตร ผ่านหมู่บ้านต่างๆ จากหลายชุมชนใน อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ผ่าน อ.อุบลรัตน์ เข้าสู่โรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้าที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเพื่อส่งเข้าสู่โรงงานผลิตก๊าซเอ็นจีวี ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งได้อีก ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในแนวท่อก๊าซก็จะได้รับค่าภาคหลวง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดสรร
    อย่างไรก็ตาม เรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านตั้งคำถาม ตัวแทนกระทรวงพลังงานชี้แจงว่าเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวบ้านมีมติให้ อบต.ทับกรุง ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้จัดเวทีสาธารณะเพื่อเปิดเผยข้อมูลของโครงการให้ชาวบ้านรับทราบต่อไป 
    การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแหล่งภูฮ่อมกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2554 เมื่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายชยพล ธิติศักดิ์ ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ตัวแทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบริษัทที่ได้รับสัมปทานการขุดเจาะก๊าซ เพื่อเตรียมเปิดเวทีชี้แจงแผนการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติ 4 หลุมในพื้นที่ 3 อำเภอคือ อ.เมือง อ.กุดจับ อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี เพราะหลังจากขุดพบก๊าซธรรมชาติแหล่งภูฮ่อม ทำให้มีเอกชนขออนุญาตสำรวจหาแหล่งก๊าซในพื้นที่ภาคอีสานเพิ่มเติม จึงต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านในรัศมีหลุมเจาะสำรวจ 5 ก.ม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ โดยต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนและเปิดเวทีชี้แจงให้ประชาชนรับรู้และซักถามได้อย่างเต็มที่ ขณะที่บริษัทฯ ต้องจัดทำรายงานการทำงานทุกขั้นตอนให้ทางจังหวัดรับทราบ เพื่อเป็นหลักฐานหากมีการสอบถามเข้ามาด้วย

Tag : พลังงาน,ก๊าซธรรมชาติ,แหล่งก๊าซภูฮ่อม,ก๊าซอีสาน,โครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อม,จ.อุดรธานี
เอกสาร : โครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อมและท่อส่งก๊าซฯ, พลังงาน, สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย, 2548, สุกรานต์ โรจนไพรวงศ์, มูลนิธิโลกสีเขียว
    : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, วันที่ 26 สิงหาคม 2547
    : ผู้จัดการออนไลน์, วันที่ 11 กันยายน 2547    
    : ผู้จัดการออนไลน์, วันที่ 15 กันยายน 2547
    : หนังสือพิมพ์มติชน, วันที่ 26 พฤศจิกายน 2547
    : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, วันที่ 17 กรกฎาคม 2549
    : สำนักข่าวประชาธรรม, วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550
    : สำนักข่าวไทย, วันที่ 21 มีนาคม 2554