โรงไฟฟ้าสูบกลับลำตะคอง จ.นครราชสีมา

โรงไฟฟ้าสูบกลับลำตะคอง จ.นครราชสีมา

ก่อนเริ่มนับหนึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับที่ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกตัวอย่างสวยหรูด้วยคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีมีฐานะ และมีการจัดตั้งสหกรณ์ในหมู่บ้านเพื่อให้สมาชิกกู้ไปลงทุนในการประกอบอาชีพ พร้อมกับจัดงานเลี้ยงสานสัมพันธ์ภายในหมู่บ้านทุกวัน

แต่ตลอดระยะเวลา 2 ปี 7 เดือนระหว่างการก่อสร้างที่ต้องระเบิดภูเขาวันละ 2 ครั้ง เพื่อทำอุโมงค์ท่อส่งน้ำ และอ่างเก็บน้ำ กลับสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน และลุกลามบานปลายกลายเป็นความสูญเสียทั้งชีวิตและอาชีพ กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนแห่งความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับเจ้าของโครงการอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
       
กรณี: การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ จ.นครราชสีมา

สถานที่: ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

ความเสียหาย: ฝุ่นควันที่เกิดจากการระเบิดอ่างและท่อส่งน้ำวันละ 2 ครั้งเป็นเวลานาน 2 ปี 7 เดือน ทำให้แหล่งน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร สัตว์เลี้ยง ได้รับความเสียหาย ขณะที่สุขภาพของชาวบ้านทรุดโทรมและเจ็บป่วยเรื้อรัง กระทั่งเสียชีวิตโดยไม่มีแพทย์คนใดกล้าชัดถึงสาเหตุ

เมื่อผลผลิตเสียหาย ชาวบ้านก็ขาดรายได้ จนไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้คืนให้กับสหกรณ์ได้ และเกิดภาวะหนี้สินตามมา 

เหตุการณ์: ปี 2535 กฟผ. เริ่มโครงการมวลชนสัมพันธ์ด้วยการแจกผ้าห่ม พัฒนาถนนในหมู่บ้าน 2 แห่งคือ หมู่ 6 และหมู่ 10 ของชุมชนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งมีประชากรรวม 371 คนจาก 102 ครัวเรือน 

โดยระบุว่าจะมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (แบ่งออกเป็น 2 เฟส) ใช้ในการพัฒนาประเทศ และต้องเวนคืนที่ดินทำกินของชาวบ้านบางส่วน พร้อมกับมีแผนพัฒนาและส่งเสริมรายได้ให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “ชุมชนจะเจริญ ชาวบ้านจะสบาย” คือถ้อยคำสวยหรูที่ติดหูชาวบ้านในห้วงเวลานั้น

84 ราย คือชาวบ้านที่ถูกเวนคืนที่ดินทำกิน แลกกับการชดเชยเป็นที่ดิน 3.5 ไร่ (จากเดิม กฟผ. บอกว่าจะให้ 5 ไร่) โดยมีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์และการใช้ที่ดินจะต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของ กฟผ. พร้อมกับมอบเงินอุดหนุนรายละ 1,4000 บาทต่อเดือน (ซึ่งผ่านไป 2 ปีก็ไม่มีการจ่ายเงินจำนวนนี้อีก ทั้งที่รับปากไว้ว่าจะจ่ายเงินให้นาน 5 ปี)

ธันวาคม 2535 เสียงระเบิดภูเขาก็เริ่มดังขึ้นวันละ 2 ครั้งในเวลา 12.00 น. และ 18.00 น. ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชแห่งความย่อยยับให้กับชาวบ้านในชุมชนเขายายเที่ยงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

เสียงระเบิดที่ดังขึ้นกึกก้องพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่น่าหวาดผวา ตามมาด้วยฝุ่นควันก้อนมหึมาเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วบริเวณนานหลายชั่วโมง และตกลงไปทุกหนทุกแห่งของหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งแหล่งน้ำ ต้นไม้ บ้านเรือน สัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า ฯลฯ 

ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกไว้ เช่น ข้าวโพด มะม่วง ขนุน ถูกฝุ่นปกคลุมจนไม่ออกผล วัวเนื้อ วัวนม เป็ด ไก่ หมู ทยอยผอมโซล้มตายเพราะแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารเต็มไปด้วยฝุ่น เงินที่กู้จากสหกรณ์ที่ กฟผ. ช่วยสนับสนุนเงินก่อตั้ง ก็กลายเป็นหนี้สินรุงรังเพราะไม่มีเงินไปใช้คืน จนทำให้สหกรณ์ต้องปิดตัวเองในปี 2543 ขณะเดียวกันสุขภาพของชาวบ้านหลายคนเริ่มเกิดปัญหา ทั้งผิวหนังเป็นผื่นคัน หายใจติดขัด กลายเป็นโรคภูมิแพ้ 

เมื่อเกิดผลกระทบจนเกินกว่าจะทนไหว ชาวบ้านจึงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ กฟผ. เข้ามาแก้ไขปัญหา โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสุขภาพ และหนี้สินที่เกิดจากการก่อสร้างโครงการ รวมทั้งจัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนอย่างพอเพียง จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพแก่ชุมชน 

แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวก็ไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา แต่ก็ขาดงบประมาณในการดำเนินการ ขณะที่ในหมู่บ้านก็เกิดความแตกแยกแบ่งเป็นชาวบ้านฝ่าย กฟผ. และชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้อง 

หลังได้รับการร้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า กฟผ. ก็จัดหน่วยแพทย์เข้ามารักษาชาวบ้านในเดือนธันวาคม 2541 ซึ่งผลการตรวจชาวบ้าน 268 ราย เป็นโรคผิวหนัง 145 ราย เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ 98 ราย อีก 22 รายแข็งแรงดี 

ส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นละอองและแรงสั่นสะเทือน กฟผ. ระบุว่าต้องลงทุนสูงมาก พร้อมกับแนะนำให้ชาวบ้านใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดจมูกเวลาเกิดฝุ่นจากการระเบิด ทำให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องของชาวบ้านยกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าร่วมกับสมัชชาคนจน และมีการยื่นหนังสือถึงธนาคารโลกและเจบิก ในฐานะแหล่งเงินกู้ของโครงการนี้

ปี 2546 การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าลำตะคองแบบสูบกลับเสร็จเรียบร้อยไปแล้วหลายปี แต่ชุมชนเขายายเที่ยงยังคงตกอยู่ในสภาพผู้สูญเสียอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งอาชีพ และสุขภาพ “พวกเราเหมือนถูกหลอก ถ้าไม่มีโครงการนี้เราก็ไม่ต้องเป็นหนี้ ไม่ต้องเจ็บป่วยแบบนี้...เห็นเขาพาทีวีมาถ่ายว่าชาวบ้านเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ กินดีอยู่ดี ก็ยิ่งเจ็บใจ เขาหลอกพวกเราแล้วยังหลอกคนข้างนอกด้วย”

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ ซึ่งใช้งบประมาณการก่อสร้าง 21,800 ล้านบาท ยังคงโฆษณาว่าสามารถยืนหยัดเคียงคู่กับประชาชนรอบโรงไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยการดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรในชุมชนบ้านเขายายเที่ยงทั้งเหนือและใต้ และยังได้รับรางวัลดีเด่นหลายรางวัล อาทิ รางวัลสถานประกอบการดีเด่นระดับประเทศ ด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน (ปี 2547-2552) จากกระทรวงแรงงาน รางวัลสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน มาตรฐานระดับทองเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน (ปี 2549-2552) จากกระทรวงสาธารณสุข 

พร้อมๆ กับการแวะเวียนมาเที่ยวชมความสำเร็จสวยหรูของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับตามถ้อยคำโฆษณาของ กฟผ. เสียงของชาวบ้านที่อยู่ใกล้โครงการที่สุดอย่างพ่อบัวก็มีความหมายน้อยลงเรื่อยๆ “เขามาเที่ยว เขาก็นึกว่ามันดี โครงการระดับโลก แต่เขาไม่เคยรู้เรื่องของพวกเราเลย”

(ข้อมูล ณ พ.ศ. 2557)

เอกสาร: www.livingriversiam.org/thai/ltkd_info.html

    : (ร่าง) กรณีศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ หมู่ 6 บ้านเขายายเที่ยงเหนือ และหมู่ 10 บ้านเขายายเที่ยงใต้ ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา, สมัชชาคนจน กรณีโรงไฟฟ้าลำตะคอง, กันยายน 2549