โรงงานอบลำไยระเบิด

โรงงานอบลำไยระเบิด

   
การระเบิดอย่างรุนแรงของโรงงานอบลำไยแห้ง ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปิดโปงให้เห็นถึงการลักลอบทำธุรกิจค้าสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกลำไยอีกด้วย
    
นั่นคือ สารโปแตสเซียมคลอเรต (KCIO) ซึ่งถือเป็นทั้งยุทธภัณฑ์ควบคุม และวัตถุอันตราย ตามกฎหมาย 3 ฉบับ
    
อย่างไรก็ตาม การนำสารโปแตสเซียมคลอเรตมาผสมกับกำมะถัน เพื่อใช้เร่งผลลำไย ก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายและเปิดเผยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบ ทั้งที่ผิดกฎหมาย กระทั่งนำมาซึ่งหายนะครั้งร้ายแรง
    
หลังจากเกิดเหตุการณ์ แม้เจ้าของโรงงานจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ถึงขั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกผู้บริหารโรงงาน 1 ปี 6 เดือน 
    
แต่สำหรับผู้เสียหายและญาติของผู้เสียชีวิต ยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองความปลอดภัยแก่คนงานในสถานประกอบการและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคต
    

กรณี: โรงงานอบลำไยระเบิด

สถานที่: หมู่ที่ 2 ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ความเสียหาย: มีคนงานชีวิต 36 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงบาดเจ็บเล็กน้อย 97 คน บาดเจ็บสาหัส 6 คน บ้านเรือนเสียหาย 562 หลังคาเรือน (รวมทั้งวัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการที่อยู่บริเวณรอบโรงงานในรัศมี 1 กิโลเมตร) 
    
มีการประเมินค่าเสียหายไว้ที่ 212 ล้านบาท (ไม่รวมถึงความสูญเสียด้านจิตใจและผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บและบุคคลในครอบครัวที่ขาดผู้ดูแล)


เหตุการณ์: ขณะที่คนงานกำลังนำสารโปแตสเซียมคลอเรตผสมกับสารอื่นๆ ตามสูตรสารเร่งดอกลำไยของโรงงานอบลำไยแห้ง บริษัทหงไทยเกษตรพัฒนา จำกัด 
    
ปฏิกิริยาทางเคมีอันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทำให้สารเคมีการเกษตรแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงในพริบตา
    
หลังเสียงระเบิดตูมใหญ่ คนงานเสียชีวิตทันที 36 คน บาดเจ็บ 2 คน สภาพของโรงงานเหลือเพียงเศษเหล็ก ปะปนอยู่กับเศษตระกร้าลำไย ขณะที่ชุมชนที่อยู่รายรอบในรัศมี 1 กิโลเมตรได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดตามไปด้วย
    
เสียงระเบิดที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งการเปิดเผยความจริงว่า แท้จริงแล้วโรงงานอบลำไยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่ประกอบกิจการค้าลำไยตามที่จดทะเบียนไว้ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังลักลอบค้าสารเร่งลำไย ซึ่งประกอบไปด้วยสารอันตรายหลักอย่างสารโปแตสเซียมคลอเรต โดยมีสารอื่นๆ มาผสมตามสูตรลับของบริษัทฯ
    
ซึ่งสารเร่งลำไยที่ผสมตามสูตรจะถูกนำไปใส่ต้นลำไยตามสวนต่างๆ ในหลายอำเภอทั้งใน จ.เชียงใหม่ และเชียงราย โดยไม่คิดเงิน แต่เป็นการผูกมัดล่วงหน้าว่าเมื่อลำไยออกผล จะต้องนำมาขายกลับคืนให้กับโรงงานแห่งนี้ โดยรับซื้อในราคาประกัน
    
ทั้งนี้ ชุมชนที่อยู่รายรอบก็ไม่เคยรับรู้ว่า โรงงานอบลำไยที่อยู่ร่วมกันเป็นเพื่อนบ้านลักลอบทำธุรกิจที่มีสารเคมีอานุภาพร้ายแรงอยู่ในครอบครองจำนวนมหาศาล 
    
ที่สำคัญก็คือ โรงงานแห่งนี้รับคนงานที่คัดเลือกมาแล้วว่ามีภูมิลำเนาว่ามาจากต่างถิ่น ไม่ใช่คนในชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง
    
ขณะเดียวกันบรรดาคนงานเหล่านี้ก็รู้แต่เพียงว่าสารเร่งลำไย ช่วยทำให้ลำไยออกดอกออกผลเร็วขึ้นเท่านั้น หารู้ไม่ว่ามีอานุภาพร้ายแรงแฝงเร้นอยู่ด้วย
    
เมื่อความจริงเริ่มปรากฏ กฎหมาย 3 ฉบับที่ควบคุมสารอันตรายอย่างโปแตสเซียมคลอเรต (พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 , พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535)  ซึ่งหมายถึงการนำเข้า-ส่งออก และครอบครองสารชนิดนี้ต้องได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหมเสียก่อน...ก็เริ่มแผลงฤทธิ์
    
แม้จะมีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แต่การดำเนินคดีอาญาก็เดินหน้าตามกฎหมาย 
    
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีกับบริษัท หงไทยเกษตรพัฒนา จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 นายประธาน ตรีฉัตร กรรมการผู้จัดการโรงงาน เป็นจำเลยที่ 2 นายเทิดพันธ์ ฉันท์โรจน์ศิริ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เป็นจำเลยที่ 3 และนายลีหงเตียน ชาวไต้หวันซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่ เป็นจำเลยที่ 4 รวมทั้งหมด 7 ข้อหา 
    
ศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้บริหารโรงงาน มีความผิดในข้อหาโยกย้ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับ 90,000 บาท ส่วนข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ศาลยกฟ้อง
    
ต่อมาญาติผู้เสียชีวิตได้ยื่นอุทธรณ์... 
    
และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ส่งให้จำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บ ข้อหาโยกย้ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต 
    
ส่วนจำเลยที่ 1 คือ บริษัท หงไทยเกษตรพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลศาลสั่งปรับเงิน 1.5 แสนบาท และจำเลยที่ 4 คือนายลีหงเตียน ชาวไต้หวันซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ถูกจำคุก 10 ปี แต่หลบหนีไปต่างประเทศ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงออกหมายจับ
    
แม้เหตุการณ์โรงงานอบลำไยระเบิด จะนำไปสู่การตรวจสอบการครอบครองสารโปแตสเซียมคลอเรตตามแหล่งต่างๆ ทั้งใน จ.เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งในช่วงหลังเกิดเหตุใหม่ๆ พบการกักตุนสารชนิดนี้อย่างผิดกฎหมายแทบทุกที่ที่มีการตรวจค้น รวมทั้งที่ท่าเรือแหลมฉบัง
    
อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหม ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสารอันตรายชนิดนี้โดยตรงยืนยันมาตรการควบคุมสารโปแตสเซียมคลอเรตว่ายังคงเป็นเช่นเดิม แต่จะมีการสุ่มตรวจถี่ขึ้น และให้เจ้าของต้องรายงานปริมาณสารที่เหลืออยู่ทุกๆ เดือน 
    
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า...การตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม ทำได้เฉพาะการควบคุมสารโปแตสเซียมคลอเรตที่อยู่ในระบบ ตามการขออนุญาตนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีเอกสารประกอบเท่านั้น 

(ข้อมูล ณ พ.ศ. 2554)
    
เอกสาร : โรงงานลำไยอบแห้งระเบิด ในหนังสือ “พ่ายพิษ บันทึก 9 กรณีวิกฤตยุคสังคมเสี่ยงภัย”,อภิญญา ตันทวีวงศ์ บรรณาธิการ ,กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม จัดพิมพ์
              : น.ส.พ.คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2551