มลพิษที่แม่น้ำพอง จ.ขอนแก่น

มลพิษที่แม่น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ปัญหาแม่น้ำพองเน่าเสียที่ จ.ขอนแก่น ตกเป็นข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยมีคู่กรณีคือ โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำพอง
    
เดิมทีเดียวนั้น ปัญหาน้ำพองเน่าปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2529 ช่วงแรกนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว แต่มาชัดเจนมากขึ้นในปี 2535 และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงปลายปี 2540 ทำให้ปลากระชังที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ รวมทั้งปลาธรรมชาติตาย ขณะที่พืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านเสียหาย
    
ขณะที่ความเสียหายปรากฏชัด แต่หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่กล้าชี้ชัดถึงสาเหตุของปัญหา แม้จะมีผลการตรวจสอบของหน่วยงานราชการยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด คือต้นตอของการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำพอง
    
เมื่อต้องแบกรับผลกระทบโดยปราศจากผู้รับผิดชอบ หนำซ้ำหน่วยงานรัฐยัง “เลือกข้าง” ทำให้ชาวบ้านพากันคัดค้านการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเยื่อกระดาษแห่งนี้ 
    
ผลการต่อสู้ของชาวบ้าน นำไปสู่การตรวจสอบอย่างเข้มข้น ถึงขั้นทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกเปิดโปงถึงพฤติกรรมของความไม่ชอบมาพากลไปพร้อมกัน ขณะที่โรงงานผลิตเยื่อกระดาษก็ถูกคำสั่งปิดโรงงานบ้างเป็นระยะเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไข แต่สุดท้ายก็กลับมาเปิดกิจการใหม่ได้ทุกครั้ง 

ในที่สุด 25 พฤษภาคม 2546 นายสำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้กับชาวบ้านเรื่องผลกระทบจากลำน้ำพองเน่าเสียจากโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2536 ก็ถูกยิงเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด ก็ขยายกำลังการผลิตและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันอยู่ในเครือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
            

กรณี: มลพิษที่แม่น้ำพองกับโรงงานผลิตเยื่อกระดาษฟินิคซฯ จ.ขอนแก่น

สถานที่: ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ความเสียหาย: น้ำเสียและสารเคมีจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด ที่ระบายสู่ห้วยโจด บึงโจด และลำน้ำพอง ทำให้ปลากระชังของชาวบ้าน และปลาธรรมชาติตาย 
    
ขณะที่น้ำเสียจากโรงงานถูกใช้รดต้นไม้ภายใต้ชื่อโครงการโปรเจ็กกรีน ก็ไหลซึมผ่านชั้นใต้ดิน ทำให้ดินเสื่อมและพืชผลการเกษตรของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเสียหาย
    
แหล่งน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านเคยใช้อุปโภค บริโภค ปนเปื้อนมลพิษ ทำให้เกิดอาการคัน
    
ตัวเลขค่าเสียหายไม่สามารถระบุได้แน่ชัด อีกทั้งการจ่ายค่าเสียหายของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ก็เลี่ยงใช้คำว่าเป็นค่าเสียหาย โดยใช้คำว่า “เพื่อมนุษยธรรม” แทน เพราะไม่ยอมรับว่าเป็นต้นเหตุ

ช่วงเวลา: ปี 2535 - 2546

เหตุการณ์: ปัญหาแม่น้ำพองเน่าเสียเริ่มปรากฏขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวนับแต่ปี 2529 เป็นต้นมา แต่เริ่มรุนแรงมากขึ้นในปี 2535 ต่อเนื่องมาจนถึงปลายปี 2540 ทำให้ปลาธรรมชาติและปลากระชังของชาวบ้านตายเป็นจำนวนมาก ขณะที่พืชผลการเกษตรก็เสียหาย 
    
ช่วงแรกนั้นไม่มีหน่วยงานได้กล้าระบุชัดเจนถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้ แม้ว่าผลการตรวจสอบของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายต่อหลายครั้งบ่งชี้ว่า โรงงานผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด เป็นต้นตอสำคัญที่ระบายน้ำเสียลงสู่ลำน้ำพอง สืบเนื่องจากการขยายกำลังการผลิต แต่ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมไม่สามารถรองรับได้
    
ผลพวงจากนโยบายรัฐที่เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรในระยะยาว ยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำพองเน่าเสีย “อีรุงตุงนัง” และ “ซ้ำเติม” ความเดือดร้อนของชาวบ้านให้เพิ่มมากขึ้น
    
การร้องเรียนของชาวบ้านเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ขณะที่การตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐก็ถูกจับตามากยิ่งขึ้น แต่กว่าจะนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย…
    
โดยเฉพาะเหตุการณ์ปลากระชังของชาวบ้านหนองบัวน้อย ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ตายประมาณ 150 กระชัง เมื่อ 10 พฤษภาคม 2542 รวมมูลค่าความเสียหายราว 5.8 ล้านบาท ชาวบ้านเชื่อว่าต้นเหตุเกิดจากโรงงานฟินิคซฯ ปล่อยน้ำเสีย เนื่องจากลำน้ำบริเวณเหนือโรงงานไม่ปรากฏเหตุปลาตายแต่อย่างใด 
    
แต่ผลการตรวจสอบของคณะทำงานเฝ้าระวังลำน้ำพองกลับสรุปสาเหตุโดยมุ่งไปที่ประเด็นการเลี้ยงปลาในกระชังไม่เหมาะสมกับสภาพน้ำที่มีคุณภาพต่ำ พร้อมกับหยิบยกผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ระบุว่า บริเวณที่ปลาตายนั้นมีการสะสมตะกอนของเสียใต้พื้นน้ำเป็นปริมาณมาก ไม่เหมาะกับการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่แล้ว พร้อมกับชี้ชัดว่า ปลาตายไม่เกี่ยวข้องกับโรงงานฟินิคซฯ
    
ต่อมาพบว่า ผลสรุปดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องผลการตรวจสอบน้ำทิ้งของโรงงานฟินิคซฯ นั้น คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำไฟฟ้าของน้ำทิ้งจากโรงงาน และยังพบอีกด้วยว่าทำนบบางส่วนของโครงการโปรเจ็กกรีนพังทลาย ทำให้น้ำเสียรั่วไหลออกจากพื้นที่โครงการลงสู่ห้วยโจด
    
แม้จะพบข้อเท็จจริงของการกระทำผิดดังกล่าว แต่กรมโรงงานฯ ก็ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้มากไปกว่าการเปรียบเทียบปรับ ไม่สามารถสั่งให้โรงงานชดเชยความเสียหายให้กับชาวบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชังได้
    
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความยากลำบากและสลับซับซ้อนในการตรวจสอบ ขณะที่การปล่อยน้ำเสียจนทำให้ปลากระชังของชาวบ้านตาย ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางครั้งการตรวจสอบก็นำไปสู่คำสั่งปิดโรงงาน แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่การจ่ายค่าเสียหายก็ยิ่งเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะโรงงานมักจะไม่ยอมรับผิดว่าเป็นต้นตอของความเสียหาย โดยเลี่ยงไปใช้คำว่า “เพื่อมนุษยธรรม” ในการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ชาวบ้านแทน
    
ถึงแม้จะพบว่าน้ำพองเน่าเสียซ้ำซาก และบางครั้งการตรวจสอบของกรมประมงก็นำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับโรงงานฟินิคซฯ ในข้อหาปล่อยวัตถุมีพิษลงในแหล่งจับสัตว์น้ำ จนศาลพิพากษาลงโทษปรับโรงงานดังกล่าว หรือบางครั้งกรมโรงงานสั่งปิดโรงงานฟินิคซฯ เพราะเกิดเหตุปลาตายซ้ำซาก อีกทั้งการตรวจสอบคุณภาพน้ำยังพบกากตะกอนและสารเคมีที่เกิดจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ
    
แต่สุดท้าย โรงงานผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด ก็ยังคงเติบโตต่อไป โดยการอนุมัติให้โรงงานขยายกำลังการผลิตภายใต้เงื่อนไขต้องมีโครงการบำบัดน้ำเสียคือ โปรเจ็กกรีน เพื่อนำน้ำเสียของโรงงานมาใช้รดต้นไม้ในพื้นที่โปรเจ็กกรีนเพื่อบำบัดน้ำเสีย แต่กลับปรากฏการรั่วไหลของน้ำเสียจากโครงการโปรเจ็กกรีนออกสู่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านครั้งแล้วครั้งเล่า 
    
ปี 2543 น้ำทิ้งจากโครงการโปรเจ็กกรีนยังคงก่อปัญหาและไม่ได้รับการแก้ไขอยู่เช่นเดิม ชาวบ้านในนามกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำพองที่เดือดร้อน จึงขอเจรจาเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากโรงงาน แต่ได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสาเหตุของความเสียหาย ทำให้ชาวบ้านยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมโรงงานให้เรียกร้องให้โรงงานยุติโครงการโปรเจ็กกรีน เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านทีได้รับผลกระทบ พร้อมกับขอให้โรงงานรับผิดชอบฟื้นฟูห้วยโจดซึ่งรองรับน้ำทิ้งจากโรงงานมาช้านานจนตื้นเขิน
    
ผลการเรียกร้องนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไตรภาคีร่วมกันทั้งตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ฝ่ายชาวบ้าน และฝ่ายโรงงานฟินิคซฯ โดยแบ่งความเดือดร้อนของชาวบ้านออกเป็น 7 กลุ่มปัญหา ซึ่งภายหลังพบว่ากลุ่มปัญหาที่สามารถเจรจาตกลงกันได้เป็นเพียงกลุ่มปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น อาทิ ชาวบ้านรอบโรงงานที่สังกะสีชำรุดเสียหายก่อนอายุการใช้งาน แต่กลุ่มปัญหาที่สำคัญ อาทิ กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชังตาย และกลุ่มพืชผลการเกษตรเสียหาย กลับไม่มีความคืบหน้า
    
ท่ามกลางการชี้แจงจากผู้บริหารของโรงงานฟินิคซฯ ถึงปัญหาที่ไม่สามารถวางระบบชลประทานในโครงการโปรเจ็กกรีนได้ตามเงื่อนไขที่เสนอไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอ้างว่าไม่มีเงินทุนในการดำเนินการ แต่กลับมีแผนขยายกำลังการผลิตโดยสร้างโรงงานแห่งที่ 3 
    
ชาวบ้านยังคงเดินหน้าคัดค้านการขยายโรงงานผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด 
    
ในที่สุด 25 พฤษภาคม 2546 นายสำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้กับชาวบ้านเรื่องผลกระทบจากลำน้ำพองเน่าเสียจากโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2536 ก็ถูกยิงเสียชีวิต

ปัจจุบัน โรงงานผลิตเยื่อกระดาษของบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด ก้าวขึ้นสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ โดยเป็นหนึ่งในเครือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG

Tag : น้ำพองเน่า, โรงงานกระดาษฟินิคซฯ, น้ำพองเน่าจากโรงงานเยื่อกระดาษฟินิคซฯ, บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด, มลพิษที่แม่น้ำพอง จ.ขอนแก่น
เอกสาร : มลพิษแม่น้ำพองและปัญหาของโรงงานเยื่อกระดาษฟินิคซฯ, สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย 2542-2543, มูลนิธิโลกสีเขียว
               : การจัดการปัญหามลพิษจากโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม : กรณีศึกษาลำน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น, บรรพต ศรีจันทร์นิตย์, ผู้จัดการ โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำอีสาน (ดินเค็ม) ปี 2537-ปัจจุบัน